วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557
10. เคล็ดลับสุดท้าย
ก็คือการหัดรู้จักสังเกตุ คลุกคลีเอาใจใส่
และหาเคล็ดลับที่เหมาะสมกับตัวผู้ปลูกเอง เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า
“ปุ๋ยที่ดีที่สุดในโลกคือความเอาใจใส่ของผู้ปลูกเลี้ยง”
ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องลึกลับ หรือต้นไม้มีการรับรู้พิเศษอะไรหรอกครับ
เป็นเหตุเป็นผลตามพุทธศาสนาเรานี่เอง เพราะการดูแลเอาใจใส่ที่ดี
ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี หรืออาจยกตัวอย่างเช่น
หากลองได้คุยกับต้นไม้บ่อยๆ ต้นไม้ก็จะงอกงามมากขึ้น
เนื่องจากคำพูดและลมหายใจของคนเราเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์
อันเป็นประโยชน์แก่ต้นไม้นั่นเองครับ
ปุ๋ยและโรคแมลง
ปุ๋ย คือ วัตถุที่ให้ธาตุหารแก่ต้นไม้เพื่อการเจริญเติบโต ออกดอก และติดผล
ซึ่งมีด้วยกัน 16 ธาตุ ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน
เหล็ก ทองแดง สังกะสี แมงกานีส โมลิบดีนัม โบรอน และคลอรีน
ส่วนการควบคุมศัตรูพืชนั้น แบ่งเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ ดังนี้
1. วิธีธรรมชาติ (natural control) เป็นวิธีการที่
ปล่อยให้กิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมนุษย์ไม่มีบทบาทใดๆ ทั้งสิ้น
แมลงหรือจุลินทรีย์มีการเติบโตขยายพันธุ์ตามสภาพแวดล้อม
ที่เหมาะสมและมีโอกาสถูกศัตรูธรรมชาติทำลาย ซึ่งเรียกว่า
"สมดุลทางธรรมชาติ" ( balance of nature)
ปรากฏการณ์นี้ดำเนินติดต่อกันไปโดยธรรมชาติ
2. วิธีประยุกต์ (applied control) เป็นวิธีที่มนุษย์คิดค้น
และหาทางปราบศัตรูพืชด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้กับดัก
วิธีการเพาะปลูก การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช ฯลฯ
วิธีการปราบศัตรูพืชที่นิยมใช้นแพร่หลายมาก คือ การใช้สารเคมี
ได้แก่ สารกำจัดแมลงชนิดต่างๆ สารกำจัดเชื้อรา แบคทีเรีย
ซึ่งเมื่อใช้ไปนานๆ เข้า โรคและแมลงจะดื้อยา จึงจำเป็นต้องใช้
สารที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นและพ่นถี่มากขึ้น ทำให้เป็นอันตราย
ต่อผู้พ่นสาร และมีสารปนเปื้อนสะสมในสภาพแวดล้อม เช่น
ในดิน ลำคลอง และในบรรยากาศ ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
ยิ่งนานวันสภาพการสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
จนกระทบต่อชีวิตประจำวันของมวลมนุษย์ในโลก
ทำให้นักวิทยาศาสตร์หันมาค้นคว้าวิจัย เพื่อหาวิธีปราบศัตรูพืช
ที่ก่อให้เกิดผลเสียน้อย โดยใช้วิธีธรรมชาติเข้ามาร่วมด้วย
9. รดน้ำต้นไม้ให้ถูกเวลาและถูกวิธี
ควรรดน้ำแต่เช้าตรู่
เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ จะใช้ประโยชน์จากน้ำในตอน
กลางวันเท่านั้น (ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง,photosynthesis)
เคล็ดลับก็คือทำยังไงก็ได้ให้เครื่องปลูกมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
ในเวลากลางวัน แต่ต้องแห้งหมาดๆในเวลากลางคืน พืชบางชนิด
รดน้ำตอนเช้าครั้งเดียวก็พอแล้ว บางชนิดที่ชอบชื้นมากก็รดอีกที
ตอนเที่ยงหรือบ่ายๆ (การรดน้ำตอนแดดจัดมากช่วงฤดูร้อน แนะนำ
ภายใต้โรงเรือนเพาะชำเท่านั้น เพราะในสภาพกลางแจ้งบางครั้ง
หยดน้ำที่ค้างที่ใบ อาจทำให้ใบมีอุณหภูมิสูง จนเกิดความเสียหาย
และเชื้อก่อโรคแทรกได้) หลีกเลี่ยงการรดน้ำตอนหัวค่ำอย่างเด็ดขาด
เพราะหยดน้ำที่ค้างตามซอกใบและวัสดุปลูกในเวลากลางคืน
จะเอื้อต่อการเจริญของเชื้อก่อโรคได้เป็นอย่างดี
การรดน้ำไม่ควรฉีดแรง ควรรดให้เป็นฝอยละเอียดตกลงที่ใบ
แล้วใบจะทำหน้าที่ในการรวบรวมหยดน้ำไหลลงสู่โคนต้น
คล้ายกับธรรมชาติของฝนตก ตรงนี้ไม่ควรมองข้ามเพราะได้แฝงไว้
ด้วยกลเม็ดอันแยบยลคือ การรดน้ำเป็นฝอยนอกจะไม่ทำให้ใบ
เกิดบาดแผลแล้ว ยังเป็นการชำระล้างใบให้สะอาดส่งผลดี
ทั้งในแง่การสังเคราะห์แสง (ไม่มีฝุ่นบังแสง) และในแง่การล้าง
เชื้อก่อโรคที่สะสมบนใบและต้นออกไป อีกทั้งการรดน้ำเป็นฝอย
จะลดการกระเด็นของดิน-วัสดุปลูกขึ้นมาเกาะที่ใบ ป้องกัน
เชื้อโรคเข้าทำลายได้เป็นอย่างดี ในขณะที่การฉีดน้ำแรงเกินไป
จะทำให้เกิดบาดแผลโดยไม่ตั้งใจและเชื้อก่อโรคได้ใช้เป็นช่องทาง
ในการเข้าทำลาย เห็นได้ว่าผลที่สุดแล้วความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
ต่อการปลูกเลี้ยงต้นไม้ ต้นไม้ที่เน่าง่ายเช่นพวกใบนิ่มอวบน้ำหรือต้น
ที่มีที่มาจากแหล่งหนาวเย็น จำเป็นจะต้องใส่ใจกับความสะอาดเป็นพิเศษ
ภาชนะและวัสดุปลูกที่ต้นไม้เป็นโรคตายไม่ควรนำใช้ใหม่
เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ จะใช้ประโยชน์จากน้ำในตอน
กลางวันเท่านั้น (ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง,photosynthesis)
เคล็ดลับก็คือทำยังไงก็ได้ให้เครื่องปลูกมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
ในเวลากลางวัน แต่ต้องแห้งหมาดๆในเวลากลางคืน พืชบางชนิด
รดน้ำตอนเช้าครั้งเดียวก็พอแล้ว บางชนิดที่ชอบชื้นมากก็รดอีกที
ตอนเที่ยงหรือบ่ายๆ (การรดน้ำตอนแดดจัดมากช่วงฤดูร้อน แนะนำ
ภายใต้โรงเรือนเพาะชำเท่านั้น เพราะในสภาพกลางแจ้งบางครั้ง
หยดน้ำที่ค้างที่ใบ อาจทำให้ใบมีอุณหภูมิสูง จนเกิดความเสียหาย
และเชื้อก่อโรคแทรกได้) หลีกเลี่ยงการรดน้ำตอนหัวค่ำอย่างเด็ดขาด
เพราะหยดน้ำที่ค้างตามซอกใบและวัสดุปลูกในเวลากลางคืน
จะเอื้อต่อการเจริญของเชื้อก่อโรคได้เป็นอย่างดี
การรดน้ำไม่ควรฉีดแรง ควรรดให้เป็นฝอยละเอียดตกลงที่ใบ
แล้วใบจะทำหน้าที่ในการรวบรวมหยดน้ำไหลลงสู่โคนต้น
คล้ายกับธรรมชาติของฝนตก ตรงนี้ไม่ควรมองข้ามเพราะได้แฝงไว้
ด้วยกลเม็ดอันแยบยลคือ การรดน้ำเป็นฝอยนอกจะไม่ทำให้ใบ
เกิดบาดแผลแล้ว ยังเป็นการชำระล้างใบให้สะอาดส่งผลดี
ทั้งในแง่การสังเคราะห์แสง (ไม่มีฝุ่นบังแสง) และในแง่การล้าง
เชื้อก่อโรคที่สะสมบนใบและต้นออกไป อีกทั้งการรดน้ำเป็นฝอย
จะลดการกระเด็นของดิน-วัสดุปลูกขึ้นมาเกาะที่ใบ ป้องกัน
เชื้อโรคเข้าทำลายได้เป็นอย่างดี ในขณะที่การฉีดน้ำแรงเกินไป
จะทำให้เกิดบาดแผลโดยไม่ตั้งใจและเชื้อก่อโรคได้ใช้เป็นช่องทาง
ในการเข้าทำลาย เห็นได้ว่าผลที่สุดแล้วความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
ต่อการปลูกเลี้ยงต้นไม้ ต้นไม้ที่เน่าง่ายเช่นพวกใบนิ่มอวบน้ำหรือต้น
ที่มีที่มาจากแหล่งหนาวเย็น จำเป็นจะต้องใส่ใจกับความสะอาดเป็นพิเศษ
ภาชนะและวัสดุปลูกที่ต้นไม้เป็นโรคตายไม่ควรนำใช้ใหม่
8. วางไว้ให้ถูกที่ พิจารณาว่าพืชที่ปลูกชอบสภาพแวดล้อมแบบใด
ปัญหาส่วนมากจะพบในต้นไม้ที่ต้องการความชื้นสูง เช่นพวก
พันธุ์ไม้จากป่าดิบชื้นและเฟริน หากชอบที่ชื้นก็ต้องทำพื้นที่ให้เอื้อต่อการ
เกิดความชื้น เช่น หาวัตถุบังลมเช่นต้นไม้ใหญ่หรือซาแลน
มาขึงบังลมไว้ ปูด้วยทรายหยาบ หรืออิฐมอญ หาอ่างน้ำมาตั้งใกล้ๆ
ตั้งชิดรวมกันเป็นกลุ่มๆ หรือใช้เครื่องควบคุมเช่นระบบน้ำหยด หรือพ่นหมอก
วิธีการเหล่านี้ใช้ร่วมกันหรืออย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสม
จะช่วยเพิ่มความชื้นได้
อีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาความสกปรกควรหลีกเลี่ยงการวางบน
พื้นดินโดยตรงหรือวางตรงบริเวณที่เวลารดน้ำ แล้วดินไม่สามารถ
กระเด็นมาโดนใบ-ซอกใบ ควรวางต้นไม้บนวัสดุรองกระถาง
หรือวางบนพื้นที่ปูด้วยอิญหรือทรายหยาบ และหาหาเศษอิฐหรือ
หินกรวดแม่น้ำมาโรยปิดหน้าวัสดุปลูกไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการกระเด็น
เวลารดน้ำ (หรือจะใช้ประโยชน์จากวัชพืชเล็กๆซึ่งเหลือไว้บ้างก็ได้)
ที่ระวังตรงจุดนี้เพราะว่าดินเป็นแหล่งของเชื้อก่อโรคพืชนั่นเอง
หากจัดการได้ปัญหาจุกจิกเรื่องใบเป็นโรคจากเชื้อราจะลดลง
ได้อย่างชัดเจน
พันธุ์ไม้จากป่าดิบชื้นและเฟริน หากชอบที่ชื้นก็ต้องทำพื้นที่ให้เอื้อต่อการ
เกิดความชื้น เช่น หาวัตถุบังลมเช่นต้นไม้ใหญ่หรือซาแลน
มาขึงบังลมไว้ ปูด้วยทรายหยาบ หรืออิฐมอญ หาอ่างน้ำมาตั้งใกล้ๆ
ตั้งชิดรวมกันเป็นกลุ่มๆ หรือใช้เครื่องควบคุมเช่นระบบน้ำหยด หรือพ่นหมอก
วิธีการเหล่านี้ใช้ร่วมกันหรืออย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสม
จะช่วยเพิ่มความชื้นได้
อีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาความสกปรกควรหลีกเลี่ยงการวางบน
พื้นดินโดยตรงหรือวางตรงบริเวณที่เวลารดน้ำ แล้วดินไม่สามารถ
กระเด็นมาโดนใบ-ซอกใบ ควรวางต้นไม้บนวัสดุรองกระถาง
หรือวางบนพื้นที่ปูด้วยอิญหรือทรายหยาบ และหาหาเศษอิฐหรือ
หินกรวดแม่น้ำมาโรยปิดหน้าวัสดุปลูกไว้ เพื่อไม่ให้เกิดการกระเด็น
เวลารดน้ำ (หรือจะใช้ประโยชน์จากวัชพืชเล็กๆซึ่งเหลือไว้บ้างก็ได้)
ที่ระวังตรงจุดนี้เพราะว่าดินเป็นแหล่งของเชื้อก่อโรคพืชนั่นเอง
หากจัดการได้ปัญหาจุกจิกเรื่องใบเป็นโรคจากเชื้อราจะลดลง
ได้อย่างชัดเจน
7.วัสดุปลูก
โดยทั่วไปวัสดุปลูกจะประกอบจากวัสดุหลายๆชนิดผสมกัน
เนื่องมาจากเหตุผลที่ว่าวัสดุปลูกเพียงแบบใดแบบหนึ่งเพียงชนิดเดียว
มักจะมีคุณสมบัติข้อดีเพียงด้านเดียว กล่าวคือวัสดุที่มีคุณสมบัติดีมาก
มักมีราคาแพง วัสดุประเภทที่ดูดซับและรักษาความชื้นได้ดีมักจะระบาย
อากาศได้ไม่ดี ส่วนวัสดุที่ระบายอากาศได้ดีก็มักจะดูดซับและรักษา
ความชื้นได้ไม่ดีนัก บางชนิดมีธาตุอาหาร ในขณะที่บางวัสดุปลูกก็ไม่มี
ธาตุอาหารเลย วัสดุปลูกที่เหลือใช้และหาได้ง่ายในบ้านเรามีอยู่มากมาย
อาทิเช่น เปลือกมะพร้าว ทรายหยาบ แกลบดิบ ขี้เถ้าแกลบ เปลือกไม้แห้ง
ใบไม้ผุ ขี้วัวแห้ง ถ่านไม้ หินชนิดต่างๆ โฟมหักเป็นชิ้นขนาดต่างๆ ...ฯลฯ
เคล็ดลับของวัสดุปลูกคือหลีกเลี่ยงการใช้ดินเปล่าๆโดยไม่ผสมอะไรเลย
เนื่องจากดินเปล่าๆเมื่อผ่านการรดน้ำระยะหนึ่งจะมีความแน่นตัวสูง
แต่ถ้ามีการเพิ่มความโปร่งร่วนซุย จะช่วยให้มีการหมุนเวียนของ
อากาศและน้ำ ทำให้เกิดการถ่ายเทที่สมดุลและควบคุมเชื้อก่อโรคได้
ดังนั้นการเตรียมผสมวัสดุปลูกจึงควรให้ความสำคัญกับความโปร่ง
และระบายอากาศดี แต่ก็ไม่สูญเสียความชื้นง่ายจนเกินไป
ส่วนเรื่องธาตุอาหารผู้ที่ยังไม่ชำนาญในการผสมดินปลูก ขอแนะนำ
ให้ไปปรับที่ปุ๋ย ถ้าธาตุอาหารในตัววัสดุปลูกเยอะก็ไม่ต้องให้ปุ๋ยมาก
ถ้าธาตุอาหารในตัวน้อยก็ให้ปุ๋ยเสริมเข้าไป
ปัจจุบันปุ๋ยละลายช้าเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ประหยัดและลดความยุ่งยากได้
ต้นไม้บางชนิดสามารถปลูกให้งอกงามได้ดีเมื่อใช้ปุ๋ยละลายช้านี้
แม้จะใช้วัสดุปลูกที่ไม่มีธาตุอาหารใดๆเลย
6. การดูแลบำรุงรักษา
หลังจากได้ปลูกต้นไม้แล้วผู้ปลูกควรคำนึงถึงอันตรายที่อาจจะเกิดกับต้นไม้ในระยะเริ่มแรกที่มีขนาด
เล็กยังตั้งตัวไม่ได้ เช่น อันตรายจากสัตว์เลี้ยง ยานพาหนะต่าง ๆ หากปลูกจำนวนน้อยอาจทำคอกป้องกัน
หรืออาจทำรั้วกั้นเป็นแนวไว้ได้ สำหรับต้นไม้บางชนิดที่ต้องการความเอาใจใส่มากตั้งตัวได้ยากควรจะมีการ
บังแดดให้ในระยะที่ตั้งตัวไม่ได้ อย่างไรก็ตามการปลูกต้นไม้ให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลบำรุงรักษาที่ดีจากผู้ปลูกมากพอสมควร
- ภายหลังการปลูกต้นไม้โดยปกติควรรดน้ำติดต่อกันทุกวันในเวลาเย็นอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ตลอด 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจให้ลดลงเป็นวันเว้นวัน หรือ 2 วัน ครั้งจนสังเกตเห็นต้นไม้ตั้งตัวได้
การพรวนดินใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช วัชพืชเป็นตัวการที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้าควรมีการกำจัดวัชพืชโดยการ ถากถาง และพรวนดินรอบโคนต้นไม้ในรัศมี 1 เมตร ปีละ 2 ครั้ง ในขณะพรวนดินถ้ามีปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะโรยรอบ ๆ โคนต้นประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วรดน้ำหรือใส่ปุ๋ยคอกเพิ่มเติมก็ได้
การตรวจดูแลต้นไม้และฉีดยาป้องกันกำจัดโรคและแมลง ตลอดจนระวังไฟ โดยปกติต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกับมนุษย์ย่อมถูกแมลง โรค เห็ด รา รบกวนเป็นธรรมดา การเจริญเติบโตของต้นไม้โดยธรรมชาติมีความแข็งแรงอยู่ในตัวพอสามารถสู้ต้านทานกับโรค แมลงและเห็ดราต่าง ๆ ได้ดีพอสมควร หากผู้ปลูกช่วยบำรุงรักษาต้นไม้ให้ถูกวิธี ต้นไม้จะเจริญเติบโตได้รวดเร็วมีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะต่อต้านอันตรายจากสิ่งเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการหมั่นตรวจตราดูแลโรค แมลงที่เกิดกับต้นไม้ และใช้ยาฉีดกำจัดได้ทันเหตุการณ์ในกรณีที่ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ๆ จะต้องมีการระวังไฟ ควรมีการแผ้วถางวัชพืชปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย และทำแนวป้องกันไฟล้อมรอบ ถ้าหากปลูกเป็นแนวยาว เช่น ตามแนวถนนต้องกำจัดวัชพืชที่จะเป็นเชื้อเพลิงในช่วงปลายฤดูฝน หรือก่อนเข้าฤดูแล้งตลอดแนวทาง การดูแลบำรุงรักษาต้นไม้อย่างเอาใจใส่ และการปลูกต้นไม้จะสำเร็จหรือไม่ก็อยู่ที่การป้องกันให้ต้นไม้พ้นจากอันตรายจากไฟและอันตรายจากสิ่งแวดล้อมทั้งปวง
5. การปลูก
ต้นไม้ที่นำมาปลูกส่วนใหญ่มักจะบรรจุในถุงพลาสติกให้ใช้มีดกรีดถุงออก ควรระวังคือ อย่าให้รากของต้นไม้ได้รับความกระทบกระเทือนมากนัก เสร็จแล้ววางต้นไม้ลงในหลุมที่ขุดให้ระดับรอยต่อระหว่างลำต้นกับรากอยู่เสมอกับระดับขอบหลุม แล้วกลบหลุมด้วยดินผสมที่เตรียมไว้สำหรับปลูกหรือใช้ดินที่ขุดขึ้นจากหลุมที่เป็นดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุยดี อย่าใช้ดินเหนียวที่แน่นหรือดินที่มีกรวดหินมาก ๆ กลบหลุม เพราะจะเป็นปัญหาทำให้รากต้นไม้เจริญเติบโตได้ไม่ดี เมื่อกลบหลุมเสร็จแล้วใช้เท้าเหยียบดินให้แน่นพอประมาณ นำเศษใบไม้หญ้าหรือฟางมาคลุมรอบโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการกัดเซาะของน้ำในขณะรดน้ำต้นไม้ หาไม้หลักซึ่งมีความสูงมากกว่าต้นไม้พอประมาณมาปักข้าง ๆ ผูกเชือกยึดกับต้นไม้อย่างหลวม ๆ เพื่อช่วยในการทรงตัวของต้นไม้และป้องกันลมพัดโยก เมื่อปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่มและถ้าเป็นไปได้ควรรดน้ำวันละครั้ง จนต้นไม้ตั้งตัวได้ กรณีที่ปลูกเป็นพื้นที่มากๆ ควรปลูกในช่วงฤดูฝน ขณะฝนตกหรือหลังฝนตกใหม่ ๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการรดน้ำต้นไม้ ภายหลังการปลูกต้นไม้โดยปกติควรรดน้ำติดต่อกันทุกวันในเวลาเย็นอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ตลอด 1 สัปดาห์ การรดน้ำควรรดน้ำให้ชุ่ม ถ้าต้องการทราบว่าได้รดน้ำเพียงพอแล้วหรือไม่ ให้ทดลองขุดดินดูว่าน้ำซึมลง
ไปถึงบริเวณรากต้นไม้หรือยัง ถ้ารดน้ำน้อยไปน้ำจะซึมลงไปไม่ถึงบริเวณรากต้นไม้ การพรวนดินใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช วัชพืชเป็นตัวการที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า ควรมีการกำจัดวัชพืชโดยการถากถาง และพรวนดินรอบโคนต้นไม้ในรัศมี 1 เมตร ปีละ 2 ครั้ง ในขณะพรวนดินถ้ามีปุ๋ยวิทยาศาสตร์จะโรยรอบ ๆ โคนต้นประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วรดน้ำหรือใส่ปุ๋ยคอกเพิ่มเติมก็ได้
4. จัดหาอุปกรณ์และเตรียมวัสดุสำหรับใช้ปลูกต้นไม้
1. อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ในการปลูกต้นไม้ ควรจัดหาและเตรียมให้พร้อมเพื่อ
ความสะดวกใน การปลูกต้นไม้ มีจอบ เสียม พลั่วตักดิน บุ้งกี๋ ตลอดจนยานพาหนะ
ลำเลียงขนส่งกล้าไม้ไปยังจุดที่เตรียมหลุมปลูก
2. หน้าดินผสมสำหรับกลบหลุมปลูก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก สำหรับรองก้นหลุม ตลอดจนสาร
อุ้มน้ำ(ถ้ามี) และใช้ในกรณีปลูกก่อนหรือหลังฤดูฝน
3. หลักค้ำยัน ยึดต้นไม้ กันลมพัดโยกและช่วยในการทรงตัวของต้นไม้ให้ตั้งตรง เชือก
สำหรับผูกยึดต้นไม้กับหลัก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)